รวมพลคนรักธรรม
วันที่ 02 สิงหาคม 2557, 11:30:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Advertising
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธัมมจักกัปวัตตนสูตร (เทศนากัณฑ์แรกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)  (อ่าน 2822 ครั้ง)
KID-DEE
เด็กใหม่
*

พลังน้ำใจ: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: วันที่ 11 ธันวาคม 2555, 04:12:01 PM »

                                                                                                                                                                                                                                          ตำนานธัมมจักกัปวัตตนสูตร
                  ธัมมจักกัปวัตตนสูตร ความจริงธัมมจักกัปวัตตนสูตรนี้ เป็นพระพุทธมนต์สำคัญยิ่งในพระพุทธมนต์ทั้งหลาย เพราะเป็นครั้งแรกที่พระองค์
เริ่มประกาศพระศาสนา ก็ทรงแสดงธัมมจักกัปวัตตนสูตรก่อน
                   ฉะนั้น ธัมมจักกัปวัตตนสูตร จึงได้สมญาว่า ปฐมเทศนา คือ เทศนากัณฑ์แรกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยประกาศพระศาสนาประทานธรรมแก่โลก ให้โลกมีธรรมเป็นหลัก มีธรรมเป็นร่ม มีธรรมเป็นทางสันติสุข และด้วยพระพุทธมนต์บทนี้ เป็นอันพระองค์ทรงประกาศความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของเทวดา และ มนุษย์ เป็นโมลีของโลก เป็นผู้เปิดทางสายเอกทางสายเดียว สายที่จะนำมหาชนไปสู่พระนิพพาน
                   ด้วยอานุภาพของพระสูตรนี้ ทำให้เกิดมีสังฆรัตนะเกิดขึ้นในโลก ร่วมกับพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ เป็นรัตนตรัย แก้ว ๓ ประการ
                   ธัมมจักกัปวัตตนสูตร บทสวดที่ขาดไม่ได้ในงานมงคลใหญ่
                   ดังนั้น พระสูตรนี้ จึงเป็นคนพิเศษไพศาล ควรแก่การสดับควรแก่การท่องจำกำหนด ควรแก่การแสดง และควรแม้แก่การบูชาสาธุการ เพราะเหตุนี้ ผู้รู้ทั้งหลายจึงพอใจสรรเสริญด้วยจะว่าโดยอรรถหรือพยํญชนะ ตลอดสาระความสำคัญของความหมายในพระสูตรนี้แล้ว เป็นธรรมสมควรอย่างยิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงในเวลานั้น สมกับที่พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญููบรรลุพระสัมโพธิญาณโดยแท้
                  เพราะเหตุนั้น ในงานมงคลใหญ่ๆ เช่น งานทำบุญอายุครบ ๖๐ ปี ๗๐ ปี และ ๘๐ ปี หรือทำบุญอายุ ๕ รอบ ๖ รอบ และ ๗ รอบ เป็นต้น งานพิธีเททองพระประธาน งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษางานพระราชพิธีมูรธาภิเศก สุดแต่ว่า ถ้างานนั้นจัดเป็นงานสำคัญ โดยเฉพาะแล้ว ก็นิยมอาราธนาให้พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์บทนี้ ด้วยเป็นมนต์สำคัญดังกล่าวแล้ว
                                                                                
                  สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา และความเป็นมาแห่งธัมมจักกัปวัตตนสูตร
                  และต้วยความสำคัญยิ่งของธัมมจักกัปวัตตนสูตรนี้ จึงทำให้นักปราชญ์ผู้มีความรู้ดีในพระพุทธศาสนาทุกประเทศ ทำรูปล้อธรรมจักร เป็นเครื่องหมายพระพุทธศาสนา และรับรองต้องกันว่า
รูปธรรมจักรมีก่อนพระพุทธรูป ด้วยมีความหมายสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา จะได้สาธกยกเรื่องความเป็นมาชองธัมมจักกัปวัตตนสูตรนี้ขึ้นแสดง เพื่อเป็นธรรมอาภรณ์ประดับจิตร อันเป็นคุณควรสถิตใน
เบื้องต้นตามเวลา เรื่องมีว่า
                   เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มีน้ำพระทัยแผ้วด้วยอรหันตคูณ มีพระเมตตากรุณาเต็มเปี่ยมในพระทัย ทรงเล็งเห็นประชาสัตว์เวียนว่ายอยู่ในสังสารวํฒ
เพียบพูนด้วยความกำหนัดเพราะตัณหา  มานะ ทิฐิ ไม่มีความดำริในทางวิโมกข์ หมกมุ่นอยู่ในทุกข์ฌศกน่าสังเวช เพราะปฐมเหตุ คือ อวิชชาเกิดปิดบังดวงปัญญาให้มืดมิด ปกคลุมดวงจิตให้มืดมน
มองไม่เห็นเหตุเห็นผลในคุณและโทษ ยากแก่การที่จะแสดงธรรมโปรดให้บรรลุมรรคผล เพราะธรรมของพระทศพลที่ตรัสรู้นั้นละเอียดสุขุมคัมภีรภาพอย่างยิ่ง ไฉนประชาสัตว์จะรู้จริงเห็นจริง ตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ ทำให้พระองค์ทรงท้อพระทัย ในการแสดงธรรมโปรดประชาชี
                                                                              
                                                         ท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลอาราธนาให้แสดงธรรม
                  ขณะนั้น ท้าวสหัมบดีมหาพรหม พร้อมด้วยเทพยดาเป็นอันมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่ประทับยังควงไม้อชปาลนิโครธ(ต้นไทร) ทูลอารถนาให้พระองค์ ทรงแสดงธรรมโปรดประชาสัตว์ว่า
                  "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยธรรมสมบัติยิ่งด้วยพระปัญญา ทรงมากด้วยพระมหากรุณาดังทะเลหลวง เป็นที่ร่มเย็นแกีสัตว์ทั้งปวงในสากลโลก ขอได้โปรดประทานธรรมวิโมกข์เครื่องหลุดพ้น แก่ปวงประชามหาชนพุทธเวไนย์ ด้วยบางคนยังมีวิสัยได้สั่งสมสาวกบารมีหากได้สดับอนุสาสนีพุทธโอวาท ซี่งพระองค์ทรงประกาศให้กระจ่างแจ่มแจ้งให้เข้าใจง่าย สัตว์ทั้งหลายก็สามารถจะรู้ตาม เป็นปัจจัยให้ปฏิบัติข้ามสรรพทุกข์ในวัฏสงสาร สมดังมโนแณิธานที่พระองค์ทรงตั้งไว้เมื่อกาลก่อนไกลโน้นเถิด"
                คร้นพระบรมศาสดา ทรงรับอารธนาของท้าวมหาพรหมสหัมบดี ก็ทรงระลึกนึกเฟ้นหาสมณพราหมณ์ธรรมจารีที่บำเพ็ญพรต โดยทรงกำหนดว่า เป็นผู้ที่ควรแสดงธรรมโปรดก่อน ด้วยความ
เป็นผู้มีความสังวรณ์ในธรรมปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้น เหมือนมีทุนเป็นเบื้องต้นอยู่แล้วทุอย่างหากแต่ยังดำเนินไม่ถูกทางเป็นสำคัญ                                                                                                           พระพุทธองค์ทรงพิจารณาหาผู้ฟังธรรม
               ดังนั้น เบื้องแรกจึงทรงระลึกถึงนักพรตสองท่าน คืออาฬาดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร สองอาจารย์ แต่ครั้นทรงทราบด้วยพระฌาณว่าสองท่านอาจารย์ ได้สิ้นชีพแล้วเมื่อก่อนหน้า ๗ ราตรี ต่อมาก็ทรงระลึกถึง พระปัญจวัคคีย์ ฤาษีทั้ง ๕ องค์ ผู้มีเจตจำนงตั้งหน้าแสวงหาพระนิพพาน ผู้เสียสละทรัพย์ศฤงคารบำเพ็ญพรต ตามมาปฏิบัติตถาคตอยู่หลายปี
               ครั้นตถาคตไม่ยินดีเลิกละทุกรกิริยา ปีญจวัคคีย์ก็หมดศรัทธา หมดเลื่อมใส หนีตถาคตไปอยู่มิคทายวัน ซึ่งอยู่ในเขตขัณฑ์พาราณสี หากตถาคตได้โปรดพระปัญจวัคคีย์ให้หยั่งรู้ในธรรมจักรพระปัญจวัคคีย์ ก็จะได้บรรลุถึงพระอริยมรรคโดยไม่ต้องสงสัย อริยสัจก็จะแจ่มแจ้งแก่ใจด้วยปัญญาญาณ เข้าสู่คลองพระนิพพานดั่งมโนรถ จะเกิดสังฆรัตนะปรากฏขึ้นเป็นพระรัตนตรัย
               ครั้นทรงแน่พระทัยเช่นนั้นแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินจากร่มไม้ อชปาลนิโครธ ในเวลาเช้าแห่งวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ อาสาฬหมาส เสด็จโดยพระยุคลบาทตามทางที่จะไปยังเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นราชธานีแห่งแคว้นกาลาสีชนบท ทรงพบอาชีวกผู้หนึ่ง ชื่ออุปกะ เดินสวนทางมา
           เมี่ออุปกะได้เห็นพระบรมศาสดา ทรงพระรัศมีฉวีวรรณผุดผ่องโอภาส ก็ทำให้นึกประหลาดหลากแก่จิต "เอ! สมณะรูปนี้จะเป็นเทพ นิรมิตมาหรือไฉน? จึงมีผิวพรรณน่าเลื่อมใสเป็นสง่าน่าเคารพ เรามิได้เคยพานพมาแต่ก่อน" ดำริแล้วจึงมีพจนะสุนทรปราศรัยด้วยไมตรีว่า "ข้าแต่สมณะ ผู้มีอินทรีย์อันผ่องใส ท่านผนวชอยู่สำนักไหน ใครเป็นศาสดาของท่าน ข้าพเจ้าใคร่รู้"                      พระองค์จึงงตรัสว่า "อุปกะ เรามีสยัมภู ผู้เป็นเองในทางตรัสรู้เป็นสัพพัญญู ไม่มีใครเป็นครูสั่งสอนให้มีญาณปรีชา" อุปกะไม่เชื่อไม่ศรัทธา เห็นเกินอำนาจวาสนาไม่มีปัญญาที่จะหยั่งเห็นตาม ทั้งไม่ซักไม่ถาม สั่นศรีษะแล้วก็หลีกไป ตามวิสัยสันดานของชีวกผู้มีจิตไม่คิดจะยอยกผู้ใดๆ
                                                                                        
                                                                                        เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
             ต่อนั้น พระศาสดาก็เสด็จไปจนถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นสำนักที่อยู่ของภิกษุปัญจวัคคีย์ในเวลาสายัณห์ตะวันเย็น
             ฝ่ายปัญจวัคคีย์ฤๅษีได้แลเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินมาแต่ไกล ก็มิได้เลื่มใส นัดหมายกันว่า พระสมณะโคดมนี้ เห็นทีจะลำบาก ไม่มีใครปฏิบัติวัตรอุปัฏฐาก มีความมักมากอยู่ผู้เดียว บัดนี้ คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความมักมากเสียแล้ว กำลังเดินเข้ามาใกล้ ดังนั้นในพวกเราผู้ใดใครผู้หนึ่งไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ ไม่พึงรับบาตร ไม่พึงรับจีวร ซึ่งเป็นธุรกิจอันเคยทำมาแต่กาลก่อนด้วยความคารวะ แต่ว่าพึงจัดแจงตกแต่งอาสนะไว้สำหรับประทับนั่งเท่านั้น ถ้าเธอปรารถนาจะนั่ง ก็จะได้นั่งพักตามประสงค์
                                                                                      ปัญจวัคคีย์ลืมข้อนัดหมาย
           แต่ครั้นพุทธองค์เสด็จเข้าไปใกล้ ข้อที่นัดหมายไว้ก็ลืมหมด พร้อมกันลุกขึ้นประณตอัญชลี ต้อนรับเป็นอันดีดังแต่ก่อน บางท่านรับ บาตร รับจีวร บางท่านตักน้ำล้างพระยุคลบาท บางท่านเอาผ้ามาปูลาดถวาย ตามวิสัยที่เคยปฏิบัติมา ครั้นพระบรมศาสดา ประทับนั่งพักพระวรกายพอสมควรแล้ว จึงตรัสบอกปัญจวัคคีย์ว่า
         "บัดนี้ ตถาคตได้ตรัสรู้อมตธรรมโดยชอบแล้ว มาครั้งนี้หวังจะโปรดประทานอมตธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์ ท่านทั้งหลายจงสงบอินทรีย์ตั้งใจสดับเถิด เราจักแสดงธรรมสั่งสอน เมื่อท่านทั้งหลายมีความสังวรปฏิบัติตาม ก็จะมีความสำเร็จบรรลุอมตธรรมนั้น โดยกาลไม่ช้านานสักเท่าไร"
         แต่พระปัญจวัคคีย์ไม่เลื่อมใสกล่าวคัดค้านลำเลิกเหตุแต่ก่อนกาลว่า "อาวุโส โคตมะ แม้แต่ก่อนพระองค์ทรงบำเพ็ญตบะทำทุกรกิริยาด้วยความเพียรอย่างแรงกล้าถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังไม่บรรลุธรรมพิเศษบัดนี้พระองค์คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากเสียแล้วเหตุไฉน?พระองค์จะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า"
                                          พระพุทธองค์ทรงพระกรุณาโปรดปัญจวัคคี
         แม้กระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังทรงเตือนซ้ำให้ตั้งใจสดับธรรมให้จงดี พระปัญจวัคคีย์ก็ยังพูดคัดค้านโต้ตอบพระศาสดาจารย์อย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง หาฟังไม่ ถึงอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมีพระทัยกรุณา ตรัสเตือนด้วยดีว่า
         "ดูก่อนปัญจวัคคีย์ ท่านจงระลึกถึงความหลังให้จงดี อย่ามัวแต่ฮึดหือ ท่านทั้งหลายยังจำได้อยู่ละหรือ ? ว่า วาจาเช่นนี้ ตถาคตเคยพูดบ้างแต่ปางก่อน หรือว่าตถาคตเคยล้อเคยหลอน ล่อเธอให้หลงไหลเข้าใจผิดว่าตถาคตได้สัมฤทธิ์อมตธรรมอยู่บ้างแต่ครั้งไหน ปัญจวัคคีย์ วาจาไม่จริงคำใด ตถาคตเคยกล่าวออก เรื่องไร้สาระอันใดตถาคตเคยนำมาบอกให้ปัญจวัคคีย์ฟัง ยังจะมีคำไม่จริงคำใดของตถาคตอยู่บ้าง จงระลึกดู ทั้งอมตธรรมที่ตถาคตได้ตรัสรู้ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินตถาคตกล่าวอยู่แก่ผู้ใดที่ไหนมี"
                                                   พระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักฯ
         เมื่อพระปัญจวัคคีย์ ได้สดับอนุสาสนีตรัสเตือนให้ระลึกตามถึงถ้อยคำของพระองค์แต่ปางก่อน ก้กลับได้ดำริจิตคิดอนุสรณ์เห็นสอดคล้องต้องตามพระโอวาท จึงพร้อมกันถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยความเลื่อมใสและเชื่อมั่นในพระคุณที่อัศจรรย์ประจักษืใจ ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้จริงดังพระวาจา และพร้อมกันขอขมาอภัยโทษที่กระทำตนเป็นคนโฉดไม่ถวายความเคารพแต่ต้นทุกประการ
                                                                           
                                                                           


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 ธันวาคม 2555, 08:28:10 AM โดย KID-DEE » บันทึกการเข้า
KID-DEE
เด็กใหม่
*

พลังน้ำใจ: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 20 ธันวาคม 2555, 12:24:43 PM »

                                                                                บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สัมพุชฌิต์วา ตะถาคะโต ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
พระตถาคตเจ้า ได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เพื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใครๆ ยังมิได้ให้เป็นไปแล้วในโลก ให้เป็นไปโดยชอบแล้ว ได้ทรงแสดงซึ่งพระอนุตรธรรมจักรใดก่อน
ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา ส์วาริยะสสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง
คือว่าพระองค์ตรัสรู้ซึ่งที่สุดสองประการ และข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง, แลปัญญาอันรู้เห็นในอริยสัจทั้งสี่ ของพระองค์หมดจดแล้วในธรรมจักรใด    
เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนังนาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคีตันตัมภะณามะเส
เราทั้งหลายจงสวดธรรมจักรนั้น,ที่พระองค์ผู้ธรรมราชาทรงแสดงแล้ว,ปรากฏโดยชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร,เป็นสูตรประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณ,อันท่านพระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้โดยบาลีไวยากรณ์ เทอญ ฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 ธันวาคม 2555, 08:13:54 AM โดย KID-DEE » บันทึกการเข้า
KID-DEE
เด็กใหม่
*

พลังน้ำใจ: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 21 ธันวาคม 2555, 08:30:16 AM »

                                                                                  
                                                                                      ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


                                                                                  
เอวัมเม สุตัง ฯ
ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเนมิคะทาเย ฯ
เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
ตัต์ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสเตือนพระภิกษุปัญจะวัคคีย์, ให้ตั้งใจฟังภาษิตนี้ว่า
เท์วเม ภิกขะเว อันตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่สุด ๒ อย่างเหล่านี้
ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา
อันบรรพชิตไม่ควรเสพ
โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค
คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกาม ในกามทั้งหลายนี้ใด
หีโน                                   เป็นธรรมอันเลว
คัมโม                                 เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน
โปถุชชะนิโก                         เป็นของผู้มีกิเลสหนา
อะนะริโย                             ไม่ใช่ของคนไปจากข้าศึกคือกิเลส
อะนัตถะสัญหิโต                     ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง
โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค   คือการประกอบด้วยความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเหล่านี้ใด
ทุกโข                                ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ
อะนะริโย                              ไม่ทำผู้ประกอบให้ไปจากข้าศึกคือกิเลส
อะนัตถะสัญหิโต ฯ                   ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง ฯ
เอเต เต ภิกขะโว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมาปะฏิปะทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาว ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้นนั้น
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี
กระทำดวงตา คือกระทำญาณเครื่องรู้
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ                    
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ, เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อความดับ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,ก็ข้อปฏิบัติซึ่งเป็นกลางนั้นเหล่าไหน
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี
กระทำดวงตา คือกระทำญาณเครื่องรู้
อุปสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ,เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ เพื่อความดับ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค
ทางมีองค์ ๘ เครื่องไปจากข้าศึกคือกิเลสนี้เอง
เสยยะถีทัง         ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ
สัมมาทิฏฐิ           ปัญญาอันเห็นชอบ
สัมมาสังกัปโป      ความดำริชอบ
สัมมาวาจา           วาจาชอบ
สัมมากัมมันโต      การงานชอบ
สัมมาอาชีโว         ความเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายาโม       ความเพียรชอบ
สัมมาสะติ          ความระลึกชอบ
สัมมาสะมาธิ       ความตั้งจิตชอบ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา  
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,อันนี้แลข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทะา
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี
กระทำดวงตา คือกระทำญาณเครื่องรู้
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ, เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อความดับฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ข้อนี้แล ของจริงแห่งอริยบุคคล คือ ทุกข์
ชาติปิ ทุกขา         แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์
ชะราปิ ทุกขา        แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์
มะระณัมปิ ทุกขัง    แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง
มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขาฯ
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกนะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ข้อนี้แล ของจริงแห่งอริยบุคคล คือเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น
ยายัง ตัณหา            ความทะยานอยากนี้ใด
โปโนพภะวิกา           ทำความเกิดอีก
นันทิราคะสะหะคะตา   เป็นไปกับความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
ตัต์ระ ตัต์ราภินันทินี     เพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ
เสยยะถีทัง               ได้แก่สิ่งเหล่านี้
กามะตัณหา             ความทะยานอยากในอารมณ์ที่ใคร่
ภะวะตัณหา              ความทะยานอยากในความมีความเป็น
วิภะวะตัณหา ฯ         ความทะยานอยากในความไม่มีไม่เป็นฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ข้อนี้แล ของจริงแห่งอริยบุคคล คือความดับทุกข์
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ
ความดับโดยไม่ติด ย่อมอยู่ได้โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละใด
จาโค                     ความสละตัณหานั้น
ปะฏินิสสัคโค            ความวางตัณหานั้น
มุตติ                      ความปล่อยตัณหานั้น
อะนาละโยฯ             ความไม่พัวพันแห่งตัณหานั้นฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ข้อนี้แล ของจริงแห่งอริยบุคคล คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค
ทางมีองค์ ๘ เครื่องไปจากข้าศึกคือกิเลส นี้เอง
เสยยะถีทัง              ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ
สัมมาทิฏฐิ               ปัญญาอันเห็นชอบ
สัมมาสังกัปโป           ความดำริชอบ
สัมมาวาจา               วาจาชอบ
สัมมากัมมันโต           การงานชอบ
สัมมาอาชีโว             ความเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายาโม           ความเพียรชอบ
สัมมาสะติ               ความระลึกชอบ
สัมมาสะมาธิฯ           ความตั้งจิตชอบฯ
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญาอุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว, ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมทั้งหลยที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่าม นี่ทุกขอริยสัจฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อัทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า,ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า,ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล อันเราได้กำหนดรู้แล้ว ฯ
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, นี่ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง, ปะหา ตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, นี่ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง, ปะหีนันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, นี่ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล อันเราได้ละเสียแล้ว ฯ
อิทัง ทุกขนิโรโธ อริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, นี่ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง, สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง ฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 26 ธันวาคม 2555, 05:02:20 PM โดย KID-DEE » บันทึกการเข้า
KID-DEE
เด็กใหม่
*

พลังน้ำใจ: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: วันที่ 25 ธันวาคม 2555, 09:52:42 AM »

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง, สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล อันเราได้กระทำให้แจ้งแล้ว ฯ
อิทัง ทุกขนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อริยะสัจจัง, ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญขึ้น ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อริยะสัจจัง, ภาวิตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อา
โลโก อุทะปาทิ ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว,ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิทยาได้เกิดขึ้นแล้ว, แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า, ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล อันเราเจริญแล้ว ฯ
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติ ปะริวัฏฏัง ท์วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
ดุก่อนภิกษุทั้งหลาย, ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร, ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา, ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้วฯ
เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ์รัห์มะเก, สัสสะมะณะพ์ราห์มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เราจะยืนยันตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ, ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก, เป็นไปกับด้วยเทวดา มาร พรหม, ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา มนุษย์ ไม่ได้เพียงนั้นฯ
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุม เอวันติ ปะริวัฏฏัง ท์วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร, ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา, ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้วฯ
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ์รัห์มะเก, สัสสะมะณะพ์ราห์มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อนั้น เรายืนยันตนได้ว่า, เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ, ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก, เป็นไปกับด้วยเทวดา มาร พรหม, ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์  เทวดา มนุษย์ฯ
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ
ก็แลปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา
อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพถะโวติฯ
ว่าความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีกฯ
อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ                  พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้ธรรมปริยายดังนี้แล้วฯ
อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโค ภาสิตัง อะภินันทุงฯ
พระภิกษุปัญจวัคคีย์, ก็มีใจยินดีเพลินภาษิต ของพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ
อิมัส์มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส์มิง ภัญญะมาเน
ก็แล เมื่อไวยากรณ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่
อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะ, วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ
จักษุในธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน, ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะ
ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ
ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา, สิ่งทั้งปวงนั้น มีอันดับไปเป็นธรรมดาฯ
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก
ก็ครั้นเมื่อธรรมจักร อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว
ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เหล่าภุมเทวดา ก้ยังเสียงให้บันลือลั่น
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย, อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พ์ราห์มะเณนะ วา เทเวนะ วา, มาเรนะ วา พ์รัห์มุนา วา เกนะจิ วา โลกัส์มินติฯ
ว่า นั่นจักรคือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นไปแล้ว, ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี, อันสมณพราหมณื เทวดา มาร พรหม, แลใครๆ ในโลกยังไม่ให้เป็นไปได้แล้วดังนี้ฯ
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, จาตุุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราช, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าภุมเทวดา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราช, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นยามา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
ยามานัง  เทวานัง สัททัง สุต์วา, ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิต, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นยามา,  แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดี, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิต, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
นิมมานะระตีนัง  เทวานัง สัททัง สุต์วา, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตตี, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดี,  แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, พ์รัห์มะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปาริสัชชา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตดี, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
พ์รัห์มะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, พ์รัห์มะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปโรหิตา,  ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปาริสัชชา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น ฯ
พ์รัห์มะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, มะหาพ์รัห์มา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นมหาพรหม, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปโรหิตา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
มะหาพ์รัห์มานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, ปะริตตาภาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปริตตาภา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นมหาพรหม, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอัปปะมาณาภานัง, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปริตตาภา, แล้วก็เสียงให้บันลือลั่นฯ
อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, อาภัสสะราเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอาภัสสรา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอัปปมาณาภา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุต์วาม ปะริตตะสุภาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปริตตสุภาม ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอาภัสสรา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอัปปมาณสุภา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมปริตตสุภ่, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, สุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุภกิณหา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหม ชั้นพรหมอัปปมาณสุภา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, เวหัปผะลาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมเวหัปผลา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุภกิณหา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
เวหัปผะลานัง เทว่นัง สัททัง สุต์วา, อะวิหา เทวาสัทะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอวิหา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมเวหัปผลา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, อะตัปปา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอตัปปา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอวิหาม แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุทัสสา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอตัปปา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, สุทัสสี เทวาสัททะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุทัสสี, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุทัสสา, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุต์วา, อะกะนิฏฐะกาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
เทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมอกนิฏฐกา, ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นพรหมสุทัสสี, แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นฯ
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย, อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พืราห์มะเณนะ วา เทเวนะ วา, มาเรนะ วาพ์รัห์มุนา วา เกนะจิ วา โลกัส์มินติฯ
ว่า นั่นจักรคือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นไปแล้ว, ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี, อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม, แลใครๆในโลกยังไม่ให้เป็นไปได้แล้วดังนี้ฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 26 ธันวาคม 2555, 04:43:14 PM โดย KID-DEE » บันทึกการเข้า
KID-DEE
เด็กใหม่
*

พลังน้ำใจ: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: วันที่ 26 ธันวาคม 2555, 04:07:21 PM »

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ, ยาวะพ์รัห์มะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ
โดยขณะหนึ่งครู่หนึ่งนั้น, เสียงขึ้นไปถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนี้ฯ
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ                           ทั้งหมื่นโลกะธาตุ
สังกัมปิ สัมปะกัปปิ สัมปะเวธิฯ                               ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านลั่นไปฯ
อัปปะมาโณ จะ โอฬาโรโอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ        ทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ได้ปรากฏแล้วในโลก
อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ                         ล่วงเทวานุภาพของเทพยดาทั้งหลายเสียหมดฯ
อะถะ โข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ                          ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทาน
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ                             โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญ
อิติหิทัง อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะ, อัญญาโกณฑัญโญ เต์ววะ นามัง อะโหสีติฯเพราะเหตุนั้นนามว่า"อัญญาโกณฑัญญะ"นี้นั่นเทียว,ได้มีแล้วแก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะ,ด้วยประการฉะนี้ แลฯ
                                                                


                                                              
                                                                      
 
                                                                             จบธัมมจักกัปวัตตนสูตร

                                                                                                                                    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 26 ธันวาคม 2555, 04:59:06 PM โดย KID-DEE » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

© 2012 - 2014 ฟรีบอร์ด, ฟรีเว็บไซต์ All Right Reserved. Powered by เอ็กวีเทพ (xvlnw)